
รัฐให้สิทธิในการหักลดหย่อนภาษีในหลายหมวด เช่น
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว (60,000 บาท)
- ลดหย่อนคู่สมรส / บุตร / บิดามารดา
- ดอกเบี้ยบ้าน (สูงสุด 100,000 บาทต่อปี)
- เบี้ยประกันชีวิต / สุขภาพ
- เงินบริจาค (สูงสุด 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อนอื่น)
💡 แนะนำ : ตรวจสอบสิทธิลดหย่อนทุกปีจากกรมสรรพากรหรือแอปพลิเคชันภาษี เช่น RD Smart Tax
การลงทุนที่ถูกกฎหมายและช่วยลดภาษี ได้แก่
- กองทุน SSF (ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท)
- กองทุน RMF (ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท)
- กองทุนเพื่อการออมระยะยาว (LTF) หากซื้อไว้ก่อนปี 2563 ก็ยังลดหย่อนได้อยู่
💡 ข้อควรระวัง : ต้องถือครองตามเงื่อนไข มิฉะนั้นต้องคืนภาษีพร้อมเบี้ยปรับ
โดยเฉพาะผู้มีรายได้หลายทาง เช่น ฟรีแลนซ์, เจ้าของธุรกิจ
- แยกประเภทเงินได้ให้ถูกต้อง (เงินได้ 40(1) ถึง 40(8))
- กระจายรายได้ในครอบครัวอย่างเหมาะสม (กรณีมีผู้เสียภาษีหลายคน)
- หักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือแบบเหมาจ่าย ตามที่กฎหมายกำหนด
💡 เช่น : ฟรีแลนซ์สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% (แต่ไม่เกิน 100,000 บาท)
- เบี้ยประกันสังคมหักได้สูงสุด 9,000 บาท/ปี
- เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ลดหย่อนได้สูงสุด 500,000 บาท/ปี (ร่วมกับ RMF, PVD, กบข. รวมกันไม่เกิน 500,000 บาท)
หากคุณจดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
- ค่าใช้จ่ายเพื่อธุรกิจสามารถหักเป็นรายจ่ายได้ เช่น ค่าเช่า, ค่าการตลาด, เงินเดือนพนักงาน
- วางแผนการจ่ายเงินเดือนหรือเงินปันผลให้เหมาะสม (เพื่อกระจายภาษี)
- จ้างนักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีช่วยตรวจสอบก่อนยื่น
💡 แนะนำ : อย่าใช้วิธีเลี่ยงภาษีโดยไม่ออกใบกำกับภาษี หรือใช้เอกสารเท็จ อาจโดนปรับ/ฟ้องร้อง