
การเปิดสำนักงานบัญชีและสำนักงานตรวจสอบบัญชีในประเทศไทย มีขั้นตอนและข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)
และสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) อย่างเคร่งครัด เพื่อความถูกต้องและน่าเชื่อถือ
นี่คือขั้นตอนหลักๆ ในการเริ่มต้นธุรกิจนี้
ก่อนที่จะเปิดสำนักงาน ผู้ก่อตั้งหรือผู้ปฏิบัติงานหลักจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด:
สำหรับงานทำบัญชี: ผู้ทำบัญชี (หัวหน้าทีม) จะต้องวุฒิการศึกษาปริญญาตรีทางบัญชี (หรือตามเงื่อนไขของขนาดธุรกิจที่รับทำ) ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (e-Accountant) และเป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพบัญชี
สำหรับงานสอบบัญชี: ต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ที่มีใบอนุญาตถูกต้องและยังไม่หมดอายุ เป็นผู้ลงนามรับรองงบการเงิน
คุณสามารถเลือกรูปแบบการดำเนินธุรกิจได้ ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล แต่สำหรับสำนักงานบัญชีและตรวจสอบบัญชี การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด) จะได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่า
ดำเนินการจดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)
ระบุวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งบริษัทให้ชัดเจน ว่าประกอบกิจการให้บริการจัดทำบัญชีและ/หรือตรวจสอบบัญชี
ขั้นตอนนี้นับว่าสำคัญมากสำหรับวิชาชีพนี้โดยเฉพาะ:
จดทะเบียนนิติบุคคลให้บริการวิชาชีพบัญชี: เมื่อตั้งบริษัทแล้ว ต้องนำนิติบุคคลนั้นไปขึ้นทะเบียนเป็น "ผู้ให้บริการด้านการทำบัญชี" หรือ "ผู้ให้บริการด้านการสอบบัญชี" กับสภาวิชาชีพบัญชี
การจัดหาหลักประกัน: กฎหมายบังคับให้นิติบุคคลที่ให้บริการวิชาชีพบัญชี ต้องจัดให้มีหลักประกันเพื่อชดใช้ค่าเสียหายต่อบุคคลที่สาม (เช่น เงินฝากประจำ พันธบัตรรัฐบาล หรือกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพ) ตามเกณฑ์และสัดส่วนที่สภาฯ กำหนด
ขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรสำหรับนิติบุคคล
หากคาดว่าจะมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับกรมสรรพากร
โปรแกรมบัญชี: เลือกใช้ซอฟต์แวร์หรือระบบคลาวด์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อช่วยลดข้อผิดพลาดและรองรับการทำงานกับลูกค้าหลายราย
ความปลอดภัยของข้อมูล: สำนักงานบัญชีต้องจัดการข้อมูลที่เป็นความลับของลูกค้า การวางระบบจัดเก็บเอกสาร (ทั้งกระดาษและไฟล์ดิจิทัล) จึงต้องมีความรัดกุมสูง
การพัฒนาความรู้ (CPD): วางแผนให้ผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีในสำนักงาน สามารถเก็บชั่วโมงอบรม (CPD) ได้ครบตามที่กฎหมายกำหนดในแต่ละปี